เมื่อวันที่ 2-5 มีนาคม 2561 ที่ผ่านมา บริษัท ซัมมิท แคปปิตอล ลีสซิ่ง จำกัด นำโดย นายวิชิต พยุหนาวีชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ได้นำสื่อมวลชนมาศึกษาดูงานพร้อมเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ซูมิโตโม ประเทศญี่ปุ่น เพื่อเรียนรู้ และซึมซับถึงต้นกำเนิดปรัชญาการดำเนินธุรกิจของซูมิโตโม อันเป็นรากฐานในการดำเนินธุรกิจของ บริษัท ซัมมิท แคปปิตอล ลีสซิ่ง จำกัด ที่กำลังจะก้าวเข้าสู่การเป็นเบอร์ 1 สินเชื่อเช่าซื้อรถมอเตอร์ไซค์ในประเทศไทย
โดยทีมงาน D Car ก็ได้ร่วมเดินทางไปในครั้งนี้ด้วยกับหมู่คณะสื่อมวลชน ซึ่งเราได้ขึ้นเครื่องไปเมื่อวันที่ 2 มีนาคม ด้วยสายการบินเจแปน แอร์ไลน์ ในช่วงเวลา 00.55 น. และเดินทางถึงสนามบินซูบุเซ็นแทร์ เมืองนาโกย่า ประเทศญี่ปุ่น เวลา 08.15 น.
หลังจากนั้นก็ได้เดินทางเข้าเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์เมจิมูระ(Meiji Mura) เป็นพิพิธภัณฑ์กลางแจ้งจัดแสดงอาคารกว่า 60 หลังในช่วงยุคเมจิ(1868-1912) ซึ่งเป็นช่วงก่อนจะสิ้นสุดยุคศักดินาของญี่ปุ่นจึงทำให้สถาปัตยกรรมมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวจากตะวันตก นับเป็นพิพิธภัณฑ์ที่มีผู้เข้าชมมากที่สุดแห่งหนึ่ง ต้องใช้เวลาอย่างน้อยครึ่งวันในการเดินชม เนื่องจากพิพิธภัณฑ์มีพื้นที่กว้างขวางและนิทรรศการหลากหลายชนิด โดยอาคารบางส่วนเป็นอาคารจริงในสมัยเมจิที่คงเหลืออยู่ในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นคอลเลกชันอาคารจากทั่วประเทศที่ย้ายมาตั้งไว้ที่พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เพื่อรักษามรดกทางสถาปัตยกรรมและวัฒนธรรมเอาไว้ (อาคารส่วนใหญ่ถูกทำลายในช่วงสงครามหรือถูกทุบทิ้งสร้างเป็นเมืองไปแล้ว) เช่น ห้องโถงทางเข้าของโรงแรมโตเกียวอิมพีเรียลเก่า(Tokyo’s old Imperial Hotel) และวิหารเกียวโตเซนต์ฟรานซิสซาเวียร์(Kyoto’s St.Francis Xavier’s Cathedral) เป็นต้น
นอกจากนี้ยังมีจุดน่าสนใจอื่นๆ ในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ที่เราพลาดไม่ได้ที่จะเก็บภาพบรรยากาศมาฝาก ได้แก่ อดีตเรือนจำคานาซาวะ(former Kanazawa Prison), ชุมสายโทรศัพท์ซัปโปโร(Sapporo’s telephone exchange), ที่ว่าการประจำจังหวัดมิเอะ(Mie’s prefectural office), การตั้งถิ่นฐานของชาวต่างชาติในเมืองนางาซากิ(Nagasaki’s foreign settlement) เช่นโรงพยาบาล โรงหมักซาเก และโรงเรียน เป็นต้น อาคารบางหลังได้ดัดแปลงให้เป็นร้านกาแฟ ร้านลูกกวาด และร้านเกมแบบโบราณให้นักท่องเที่ยวได้เพลิดเพลิน นอกจากนี้ยังมีให้บริการรถบัส รถราง และรถไฟวิ่งไปรอบๆพิพิธภัณฑ์อีกด้วย
จากนั้นก็เดินทางต่อไปยังวัดแห่งความสัมพันธ์ไทย-ญี่ปุ่น นิตไทจิ (Nittaiji Temple) หรือ วัดคาคูโอะซัง นิตไทจิ (Kakuōzan Nittai-ji) เป็นวัดเชื่อมความสัมพันธ์ไทยญี่ปุ่น สร้างขึ้นช่วงรัชสมัยรัชกาลที่ 5 ปี พ.ศ.2446 เป็นที่ประดิษฐานของพระบรมมสารีริกธาตุจากเมืองกบิลพัสดุ์ที่ ร.๕ พระราชทานให้ญี่ปุ่น แต่เดิมวัดนี้ชือว่าวัดนิตเซนจิ หรือแปลว่า วัดญี่ปุ่น-สยาม แต่พอเราเปลี่ยนชื่อเป็นประเทศไทย เค้าก็เลยเปลี่ยนชื่อวัดใหม่ดวย เป็นวัดนิตไทจิในปัจจุบันหรือแปลว่า วัดญี่ปุ่น-ไทย นั่นเอง วัดนี้จึงมีเอกลักษณ์ความเป็นลูกผสมไทยเอาไว้หลายอย่างที่หาดูจากที่อื่นไม่ได้ เช่นป้ายชื่อทางเข้าวิหารหลักแบบญี่ปุ่นแต่เขียนด้วยอักษรภาษาไทย ระฆังสไตล์วัดเซนของญี่ปุ่นแต่สลักตัวย่อเป็นสัญลักษณ์ จปร. รวมถึงเทพหน้าทางเข้าประตูวัดที่มักจะเป็นยักษ์ สไตล์ญี่ปุ่นก็เปลี่ยนเป็นรูปปั้นไม้แกะสลักที่เป็นรูปแบบของพระสงฆ์ไทยด้วย
ความพิเศษของวัดนี้ยังไม่หมด เพราะวัดนี้ยังเป็นวัดเดียวในประเทศญี่ปุ่น ที่ไม่ขึ้นกับศาสนาพุทธนิกายใดๆเลยแต่จะมีส่วนผสมของทุกนิกาย(ในญี่ปุ่นมีมากถึง 19 นิกาย)โดยจะผลัดเปลี่ยนกันมาดูแลปีละ 1 นิกาย และยังมีอีกเรื่องที่แม้แต่คนส่วนใหญ่ที่เคยไปวัดนี้แล้วอาจจะยังไม่รู้ก็คือ วัดนี้จะแบ่งพื้นที่เป็น 2 ส่วนและอยู่แยกจากกัน คือส่วนที่เรียกว่า hondou กับ houantou reidou คนมักจะรู้จักกันแต่เพียงส่วน hondou นี้ เวลาคนไปที่นี่จึงมักจะเลือกไปกันแค่เขตนี้ และไม่ได้ไปอีกส่วนหนึ่งที่อยู่เยื้องกันเพียงข้ามถนนไปเท่านั้น ซึ่งจะมีพระเจดีย์สำหรับเก็บพระบรมสารีริกธาตุอยู่ด้วย ภายในบริเวณวัดส่วน hondou จะมีหออนุเสาวรีย์ รัชกาลที่ 5 และหอระฆังขนาดใหญ่ ที่ในหลวงองค์ปัจจุบันเป็นผู้พระราชทานพระศากยะมุนีเพื่อเป็นพระประธานอยู่ที่นี่ พร้อมทั้งต้นราชพฤกษ์อีก 2 ต้นที่ปลูกโดยพระราชนีด้วย เมื่อเสร็จจากภารกิจวันแรกเรียบร้อยแล้วทุกคนก็แยกย้ายพักผ่อนตามอัธยาศัย
ในวันต่อมาทางคณะสื่อมวลชนก็ได้เดินทางไปเยี่ยมชมหมู่บ้านนินจาอิงะ หรือพิพิธภัณท์นินจาอิงะ มีการจัดแสดงที่น่าสนใจหลายอย่างรวมถึงการแสดงด้วยทักษะและการฝึกฝนจริง ภายในประกอบด้วยบ้านพักอาศัยในอดีต ห้องแสดงนิทรรศการ 2 ห้อง สำหรับจัดแสดงอาวุธ และวัตถึสิ่งของต่างๆที่เกี่ยวกับการเป็นนินจา รวมถึงงานเขียนโบราณ ซึ่งเป็นของจริงให้นักท่องเที่ยวได้ชมกัน อีกทั้งยังมีการแสดงโชว์ที่น่าตื่นตาตื่นใจ รวมถึงหากใครอยากลองเป็นนินจาดูสักครั้งก็มีชุดนินจาให้เช่าและขายอีกด้วย ในช่วงศตวรรษที่ 15 เมืองนี้เคยเป็นสถานที่สอนวิชานินจามาก่อน จึงอาจเรียกได้ว่าเป็นบ้านเกิดของนินจาในตระกูลอิงะ
คำว่า “นินจา” เชื่อว่ามีการใช้มาประมาณ 800 ปีก่อน ซึ่งหมายถึงบุคคลที่อยู่ในภูเขาและฝึกฝนนินจุตสุ (วิชาต่อสู้เกี่ยวกับการขโมยและการล่องหน) นินจาได้แบ่งออกเป็น 2 ฝ่ายหลักๆ คือ อิงะ และ โคงะ ซึ่งในจังหวัดมิเอะนั้นเป็นนินจาฝ่ายอิงะ โรงเรียนนินจาชั้นนำในญี่ปุ่นยังมีอยู่อีกแห่งที่จังหวัดชิงะ(Shiga) โรงเรียนนินจาโคกะ(Koka School) โดยสื่อมวลชนได้สัมผัสบรรยากาศเมืองแห่งซามูไรอย่างแท้จริง ก่อนเดินทางไปงานประดับไฟฤดูหนาว Nabana no sato Winter Illumination
สำหรับสวนดอกไม้นะบะนะโนะซะโตะ (Nabana no sato) ที่เมือง Kuwana จังหวัด Mie (ติดกับจังหวัด Nagoya) เป็นส่วนหนึ่งของธีมปาร์ค Nabana no sato นอกจากจะได้สนุกกับเครื่องเล่น และชมความสวยงามของทุ่งดอกไม้ในช่วงกลางวันแล้ว เมื่อตะวันลับฟ้าจะเป็นช่วงเวลาของงานประดับไฟฤดูหนาวที่ที่ยิ่งใหญ่ติดอันดับ 1 ของญี่ปุ่น ภายในงานจะมีการประดับไฟอย่างสวยงามในธีมต่างๆ หลากหลายโซน ซึ่งในรอบปี 2017-18 นี้ จะเป็นการนำคาเเรคเตอร์ยอดนิยมอย่าง “คุมะมง” ที่ทุกคนรู้จักกันดี มาเป็นพระเอกหลักประจำงาน ในธีม Kumamoto damon! งานจะจัดขึ้นตั้งแต่ช่วงปลายเดือนตุลาคม และจะจัดงานจนถึงเดือนพฤษภาคมปีถัดไปเลย หลังจากได้ดื่มด่ำชมบรรยากาศดอกไม้สวยๆ กันเต็มอิ่มแล้ว ก็เดินทางไปเตรียมพลังกันก่อน ก่อนแยกย้ายกันพักผ่อน เก็บแรงไว้วันรุ่งขึ้น ส่วนจะไปสถานที่ไหนนั้นติดตามตอนต่อไปคะ


