ฮอนด้า ออโตโมบิล พาสื่อมวลชนทดสอบฮอนด้า แอคคอร์ด ใหม่ บนเส้นทางจากตัวเมือง มุ่งหน้าสู่อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ รวมระยะทางกว่า 172 กิโลเมตร เจเนอเรชันที่ 10 ในแบบสปอร์ตพรีเมียมซีดาน เบนซิน 1.5 พ่วงเทอร์โบ ฮอนด้า แอคคอร์ด ตั้งแต่เจนเนอเรชั่นที่ 1-9 นับเป็นโมเดลรถยนต์ที่สำคัญรุ่นหนึ่งของฮอนด้า และที่สำคัญได้รับการตอบรับอย่างดีเยี่ยมจากลูกค้าทั่วโลก รวมถึงลูกค้าชาวไทย และได้ทำการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง ฮอนด้า แอคคอร์ด เป็นรถยนต์ที่เป็นผู้นำในการนำเทคโนโลยียนตรกรรมใหม่ๆ เข้าสู่ตลาดเพื่อต่อยอดการพัฒนายนตรกรรมเสมอมา
สำหรับในโฉม Honda Accord 2019 นี้ ทางฮอนด้าเองยังวางให้รถ อยู่ในกลุ่มสปอร์ตพรีเมี่ยมซีดาน ซึ่งมีทางเลือกในเครื่องยนต์ให้เลือกถึง 3 รุ่นย่อย ทั้งในโฉมเครื่องยนต์แบบไฮบริด2.0 ลิตร ทั้งในรุ่น Hybrid และ Hybrid Tech รวมถึงรุ่นย่อย ในเครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบ 1.5 ลิตร ซึ่งน่าตื่นเต้นเพราะนับเป็นครั้งแรกในกลุ่มรถพิกัด D-Segment ที่วางเครื่องยนต์ไซค์นี้
“ดีไซน์ภายนอกและห้องโดยสาร สปอร์ต หรูหราและทันสมัยขึ้นเหมือนกับเวอร์ชั่นตลาดโลก” การออกแบบตัวรถ ที่ให้ความหรูหราสง่างามกับความสปอร์ตไว้อย่างลงตัว ผ่านการออกแบบที่เรียบหรูแต่ประณีตในทุกรายละเอียด ผ่านสี ทางเลือกทั้งหมด 4 สี คือ สีเงิน สีเทา สีดำ และสียอดนิยมในยุคนี้อย่างสีขาว ด้วยเส้นสายที่ปราดเปรียวและเฉียบคม สะท้อนความสปอร์ตพรี ด้วยกระจังหน้าสไตล์ใหม่ แบบโครเมียมที่เชื่อมต่อกับไฟหน้าพร้อมไฟส่องสว่างสำหรับการขับขี่ในเวลากลางวัน (Daytime Running Lights) แบบ LED โดดเด่นยิ่งขึ้นด้วยไฟท้ายดีไซน์ใหม่แบบ LED รูปทรงคล้ายตัวC ที่สะท้อนเอกลักษณ์ของ ฮอนด้า แอคคอร์ด ใหม่ ไว้ได้อย่างชัดเจน พร้อมด้วยล้ออัลลอยดีไซน์ใหม่สไตล์สปอร์ตขนาด 17 นิ้ว ในรุ่นย่อยเทอร์โบ
ส่วนในห้องโดยสารใช้โครงสร้างเส้นสายในแนวนอน เพื่อทำให้บริเวณคอนโซลกลางโปร่งโล่ง และส่งผลให้มีพื้นที่ช่วงขามากขึ้น เบาะหนังและชุดตกแต่งภายในลายไม้ที่มาพร้อมเอกลักษณ์แห่งความหรูหรา ครบครันด้วยฟังก์ชันการใช้งานในทุกการเดินทาง ทั้งเบาะนั่งด้านคนขับปรับไฟฟ้า 8 ทิศทาง พร้อมปุ่มปรับดันหลัง ระบบบันทึกตำแหน่งเบาะนั่งของผู้ขับขี่ (Memory Seat) พร้อมเลื่อนอัตโนมัติเวลาขึ้น-ลงรถ ปุ่มปรับเบาะไฟฟ้าข้างพนักพิงเบาะนั่งผู้โดยสารตอนหน้า และเบาะนั่งผู้โดยสารด้านหลังสามารถพับได้ มาตรวัดพร้อมหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่แบบ TFT ขนาด 7 นิ้ว ระบบเครื่องเสียงหน้าจอสัมผัสขนาด 8 นิ้ว แบบ Advanced Touch รองรับการเชื่อมต่อ Apple CarPlay และระบบสั่งการด้วยเสียง SIRI พวงมาลัยแบบมัลติฟังก์ชัน พร้อมปุ่มควบคุมระบบเครื่องเสียงและปุ่ม รับ-วางสายโทรศัพท์ เพื่อรองรับระบบสั่งการด้วยเสียง SIRI
“เครื่องยนต์พิกัด 1.5 ลิตร Di VTEC Turbo 190 แรงม้า เกียร์อัตโนมัติแบบ CVT” ในเรื่องของขุมพลังเครื่องยนต์ สิ่งที่ทางฮอนด้าต้องการจะสื่อสารเป็นหลัก ก็คือ การปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงในเรื่องของการลดพิกัดความจุ ของตัวเครื่องยนต์ลง แต่เพิ่มในเรื่องของสมรรถนะและความประหยัดที่มากขึ้น ที่เรียกว่าเทคโนโลยีการ Downsizing Engine ที่มีทีเด็ดที่แม้พิกัดเครื่องยนต์จะเล็ก แต่ในเรื่องกำลังและความแรง ไม่ได้เล็กตาม
ในทริปทดสอบในครั้งนี้ รถทั้งหมด 4 คัน จะเป็นรุ่นย่อยเครื่องยนต์ 1.5 ลิตร Di VTEC TURBO ให้กำลังสูงสุด 190 แรงม้า ตอบสนองได้ทันใจด้วยแรงบิด 243 นิวตัน-เมตร จากเทคโนโลยีไดเรคอินเจคชัน (Direct Injection) ฉีดจ่ายเชื้อเพลิงเข้าสู่ห้องเผาไหม้โดยตรง และเทอร์โบชาร์จเจอร์ (Turbocharger) ที่ช่วยอัดอากาศเข้าสู่ห้องเผาไหม้เครื่องยนต์ได้เร็วขึ้น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเผาไหม้ได้อย่างรวดเร็ว ประสานการทำงานกับระบบเกียร์อัตโนมัติอัตราทดแปรผันต่อเนื่อง (CVT) ที่พัฒนาภายใต้เทคโนโลยี Earth Dream สำหรับทำงานร่วมกับเครื่องยนต์ในแบบเทอร์โบ โดยเฉพาะ ให้สมรรถนะการขับขี่ที่ทรงพลังกว่าเครื่องยนต์ 2.4 ลิตร และให้อัตราการประหยัดน้ำมันที่ 16.4 กิโลเมตร/ลิตร ซึ่งดีกว่าเครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตรในรุ่นเดิม โดยเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และรองรับน้ำมันในเกรด E85 ได้และยังมาพร้อมโหมดการขับขี่แบบสปอร์ต (Sport Drive Mode) ที่จะช่วยให้ผู้ขับขี่เข้าถึงอารมณ์สปอร์ต ตอบสนองอัตราเร่งได้อย่างเร้าใจยิ่งขึ้น สามารถใช้งานได้อย่างง่ายดายเพียงกดปุ่ม SPORT ที่อยู่บริเวณด้านล่างของคันเกียร์ โดยสัญลักษณ์ SPORT จะแสดงขึ้นบนมาตรวัดในขณะที่ใช้ระบบ อีกทั้ง ECON Mode ระบบที่ช่วยลดการใช้พลังงานที่สิ้นเปลือง โดยจะปรับการทำงานของเครื่องยนต์และระบบเกียร์ให้สัมพันธ์กัน
“เทคโนโลยีความปลอดภัย มีพอตัวแต่ไม่มีระบบ Honda Sensing เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน” ในเวอร์ชั่น แบบ 1.5 เทอร์โบ อุปกรณ์ มาตรฐานไล่เรียงดู ก็มีมาให้เรียกว่าจัดหนักทั้งในส่วนของในห้องโดยสาร และ ในเรื่องเทคโนโลยีช่วยเหลือผู้ขับ ทางฮอนด้า ติดตั้งทั้งระบบแสดงภาพมุมอับสายตาขณะเปลี่ยนเลน(Honda LaneWatch) กล้องส่องภาพด้านหลังปรับมุมมอง 3 ระดับ (Multi-angle Rearview Camera) และ ระบบช่วยเตือนความเหนื่อยล้าขณะขับขี่ (Driver Attention Monitor) ระบบเพิ่มความคล่องตัวในการขับขี่ และระบบช่วยออดตัวในทางลาดชัน รวมถึงระบบเบรกมือไฟฟ้า (Electric Parking Brake) ระบบ Auto Brake Hold และถุงลม 6 ตำแหน่ง เพื่อความมั่นใจในทุกการขับขี่ แต่จะไม่มีระบบHonda Sensing ที่ทางฮอนด้าแจ้งว่าจะมีอยู่ในเฉพาะโฉมเวอร์ชั่นเครื่องยนต์แบบ Hybrid เท่านั้น
AFTER DRIVE
เส้นทางการทดสอบขับ ฮอนด้า แอคคอร์ด ใหม่ รุ่นเทอร์โบ บนเส้นทางจากตัวเมือง จ.เชียงใหม่ มุ่งหน้าสู่อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ ได้สัมผัสกับประสบการณ์การขับขี่ที่หลากหลายทั้งจากการวิ่งทดลองใช้งานในเมือง รวมถึงถนนทางโค้ง ทางตรง และทางขึ้น – ลงเนินเขา ตลอดเส้นทางธรรมชาติ ได้สัมผัสการขับขี่ที่ครบทุกรูปแบบ ได้ทดลองใช้ฟังชั่นต่างๆ ของรถ ที่สิ่งสัมผัสได้เลย เครื่องยนต์ 1.5 ลิตร แต่ให้สมรรถนะการขับขี่ไม่น้อยกว่าเครื่องยนต์ 2.4 ลิตรในฮอนด้าแอคคอร์ดตัวเดิม การควบคุมพวงมาลัยง่ายแปรผันตามความเร็วรถ ถ้าขับช้าพวงมาลัยจะเบาและถ้าขับในความเร็วเพิ่มขึ้นพวงมาลัยจะเพิ่มความหนัก ช่วงล่างก็หนึบ เกาะถนนได้ดี ส่วนตัวแล้วด้วยขนาดเบาะที่ต่ำก็ทำให้นั่งสบายไม่กระด้าง ถ้าเดินทางไกลก็ช่วยให้เราเหนื่อยน้อยลง แต่ถ้าใครที่ยังรอเครื่องยนต์ Hybrid ขนาด 2.0 ลิตร Atkinson-Cycle DOHC i-VTEC 4 สูบ 16 วาล์ว ผสานกับมอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัว และแบตเตอรี่ลิเธียม-ไอออน ให้กำลังสูงสุดทั้งระบบได้ถึง 215 แรงม้า ที่แม้เปิดราคาเป็นทางการมาแล้ว แต่ตัวรถคันจริงยังไม่มีจำหน่ายและทดสอบซึ่งคาดว่าน่าจะเปิดตัวและมีรถให้ได้ทดสอบอยู่ในช่วงปลายเดือนกรกฎาคมปีนี้ก็อดในรออีกนิดนึงนะคะ เพราะจะมีตัว Honda Sensing เป็นเทคโนโลยีที่เพิ่มความปลอดภัยเข้ามา แต่ถ้าใครบอกกว่าแค่นี้ก็เพียงพอแล้วเชิญไปทดลองขับและจองได้ที่โชว์รูมฮอนด้าใกล้บ้านท่านเลยค่ะ

