หลังจากพักผ่อนกันเต็มที่แล้ว ในเช้าวันที่ 4 มีนาคม ทางคณะสื่อมวลชนได้เดินทางไปสัมผัสวัฒนธรรมญี่ปุ่นด้วยการแต่งกายชุดกิโมโนเพื่อไปสักการะศาลเจ้าฟูชิมิอินาริ สร้างขึ้นในปี ค.ศ.711 ซึ่งทีมงาน D Car ก็ได้เก็บภาพความสวยงามกับ โทริอิ (ซุ้มประตูสีส้ม) นับหมื่นที่เรียงรายกันเป็นแถวยาวประมาณ 4 กิโลเมตร คล้ายอุโมงค์ที่มีความงดงาม และที่นี่ยังเป็นศาลเจ้าที่มีผู้คนจำนวนมากมาสักการะขอพร เนื่องจากเชื่อว่ารูปปั้นสุนัขจิ้งจอกที่ศาลเจ้าแห่งนี้ เป็นผู้ส่งสารให้กับเทพเจ้าแห่งการเก็บเกี่ยว แล้วยังถูกนำมาเป็นฉากหนึ่งของภาพยนตร์ชื่อดังเรื่อง เดอะ เมมมัวรี่ ออฟ เกอิซา
เมื่อเก็บภาพบรรยากาศอันสวยงามและซึมซับกับวัฒนธรรมญี่ปุ่นกันพอสมควร ก็ได้แวะพักรับประทานอาหารกลางวัน ก่อนเดินทางไปยังวัดคินคะคุจิ หรือที่คนไทยนิยมเรียกกันว่าวัดทอง เนื่องจากที่วัดนี้จะมีอาคารหลักเป็นสีทองเกือบทั้งหลังตั้งโดดเด่นอยู่กลางน้ำ ทำให้เเกิดเป็นเงาสะท้อนกับพื้นน้ำเบื้องหน้า จนเกิดเป็นภาพที่สวยงามกลายเป็นอีกสัญญลักษณ์หนึ่งของเมืองเกียวโต และยังมีอีกชื่อหนึ่งว่า “Rokuonji”
วัดนี้แต่เดิมสร้างเพื่อใช้เป็นบ้านพักของท่านโชกุนอาชิกาก้า โยชิมิสุ(Ashikaga Yoshimitsu) และท่านมีความตั้งใจยกบ้านพักแห่งนี้ให้เป็นวัดนิกายเซนภายหลังจากที่ท่านเสียชีวิต และวัดคินคะคุจิยังเป็นแรงบันดาลใจให้กับหลายชายของโชกุนในเวลานั้นสร้างวัดกินคะคุจิหรือวัดเงินขึ้นด้วย
วัดคินคะคุจิมีโครงสร้างทางสถาปัตยกรรมที่งดงาม โดยเฉพาะมุมด้านหน้าใกล้กับทางเข้าวัดซึ่งเป็นภาพที่วัดสีทองอร่ามที่มีสวนอยู่โดยรอบเป็นเงาสะท้อนกับน้ำในสระ เป็นมุมที่มีนักท่องเที่ยวให้ความสนใจกันเยอะที่สุด อาคารเดิมของวัดนั้นถูกไฟไหม้หลายต่อหลายครั้งในอดีต รวมถึงในช่วงสงครามโอนิน (Onin) ในปี 1950 เกิดสงครามกลางเมืองที่ได้ทำลายสถานที่สำคัญๆของเกียวโตไปหลายแห่งรวมถึงวัดแห่งนี้ด้วย และได้มีการสร้างวัดนี้ขึ้นมาใหม่อีกครั้งในปี 1955 ซึ่งอยู่มาจนถึงปัจจุบันนี้
จากนั้นคณะสื่อมวลชนเข้าชมพิธีชงชา ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของประเทศญี่ปุ่นว่าด้วยการใช้เวลาอย่างสุนทรีย์ ประกอบด้วย การปรนนิบัติระหว่างการดื่มและการดื่มชาผงสีเขียวหรือมัทชา (matcha) การจัดการพบปะกันในวงสังคมเพื่อดื่มมัทชาได้แพร่หลายในบรรดาชนชั้นสูง นับแต่ประมาณศตวรรษที่ 14 ซึ่งเป็นต้นฉบับของพิธีชงชา
แล้วไปต่อกันที่ ย่านกิออน เป็นย่านที่จะสามารถเห็นเกอิซาเดินไปมาในบริเวณนี้ได้ ย่านนี้อยู่ใกล้ๆ กับศาลเจ้ายาซากะ (Yasaka Shrine) และแม่น้ำคาโมะ (Kamo River) ถนนเส้นหลักจะเต็มไปด้วยร้านค้า ร้านดื่มชา และร้านอาหารมากมาย ซึ่งแต่ละร้านก็จะการแสดงโชว์จากเกอิโกะ (geiko) และ ไมโกะ (maiko) ซึ่งสวยงามและเป็นที่ชื่นชอบของนักท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก
ท่องเที่ยวมากันทั้งวันแล้วก็พักรับประทานอาหารค่ำ แล้วเดินทางสู่ที่พักเพื่อพักผ่อนตามอัธยาศัย ก่อนเดินทางกลับประเทศไทย ทางคณะสื่อมวลชนได้เดินทางไปเยี่ยมชมปราสาทนิโจ เป็นหนึ่งในปราสาทที่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก ตั้งอยู่ที่เมืองเกียวโต ได้ถูกสร้างขึ้นในปี 1603 เพื่อใช้เป็นที่พักของท่านโชกุนโทคุกาวะ ซึ่งเป็นโชกุนคนแรกในสมัยเอโดะ (ยุคเอโดะ 1603-1867) การสร้างปราสาทแห่งนี้ใช้เวลายาวนานกว่าจะสร้างเสร็จ ประมาณ 23 ภายหลังจากนั้นก็ได้มีการต่อเติมและสร้างเพิ่มขึ้นอีก

หลังจากหมดยุคราชวงศ์โทคุกาวะในปี 1867 ปราสาทนิโจถูกใช้เป็นพระราชวังสำหรับราชวงศ์ หลังจากนั้นปราสาทจึงได้ถูกมอบให้กับเมืองเกียวโตและเปิดให้เป็นสถานที่ทางประวัติศาสตร์เพื่อประชาชนเข้าเยี่ยมชม ปราสาทนิโจมีโครงสร้างทางสถาปัตยกรรมของญี่ปุ่นที่สวยงามและได้รับมอบหมายให้เป็นสถานที่ทางมรดกโลกแห่งองค์การยูเนสโกในปี 1994

เมื่อเสร็จจากการเยี่ยมชมสถานที่ทางมรดกโลกกันแล้ว ก็เดินช้อปปิ้งที่ย่านชินไซบาชิ เป็นย่านศูนย์กลางการช้อปปิ้งที่ใหญ่ที่สุดของเมืองโอซาก้าและภูมิภาคคันไซ อยู่ทางตอนใต้ของเมือง จะมีหลายช้อปปิ้งสตรีทรวมตัวกันอยู่ระหว่างสถานีรถไฟนัมบะ(Namba) และสถานีรถไฟชินไซบาชิ (Shinsaibashi Station) เป็นรวบรวมแหล่งบันเทิงต่างๆ ร้านอาหาร และห้างสรรพสินค้ามากมายให้ได้เลือกช้อป สามารถเดินทางได้อย่างง่ายดายโดยรถไฟใต้ดิน หรือรถบัสประจำทาง ย่านนี้เป็นย่านที่จะได้สัมผัสกับบรรยากาศเมืองโอซาก้าจริงๆ คล้ายกับย่านคิตะ หรือ อูเมดะ(Umeda) ที่อยู่ทางตอนเหนือของเมืองไม่ว่าจะมาช้อปปิ้งหรือแค่มาเดินเล่นก็คุ้มค่าแล้ว ซึ่งทีมงาน D Car ก็ไม่พลาดที่จะสรรหาซื้อของไม่ฝากคนที่เมืองไทย ก่อนเดินทางกลับประเทศไทยโดยสวัสดิภาพ สุดท้ายนี้ขอขอบคุณ บริษัท ซัมมิท แคปปิตอล ลีสซิ่ง จำกัด ที่ทีมงาน D Car ร่วมเดินทางไปในครั้งนี้ด้วยคับ





